Microsoft Teams เปิดให้ใช้ฟรีแล้ว

Microsoft Teams เปิดให้ใช้ฟรีแล้ว จากอดีตสู่ปัจจุบันก็มีหลาย ๆ อย่างเปลี่ยนแปลงไปมาก อย่างเช่น การทำงานที่ในปัจจุบันนี้ มีหลายองค์กรที่จะทำงานผ่านทางแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นหลัก รวมถึงปัญหาต่าง ๆ บนท้องถนน เช่น รถติด ฝนตก อุบัติเหตุต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้เป็นอุปสรรคต่อการเดินทางเป็นยังสถานที่ทำงาน

Microsoft Teams สามารถเข้าถึงได้จากทุกที่

ก่อนหน้าเราอาจจะทำงานกันผ่าน LINE, Facebook Messenger หรือ Slack แต่ละช่องทางต่างมีข้อดีแตกต่างกันไป วันนี้เราจะมาทำความรู้จักอีก 1 บริการที่จะมาช่วยให้การทำงานของเราง่ายขึ้นจากฝั่งของ Microsoft กันบ้าง

Microsoft Teams

Microsoft Teams บริการฮับการทำงานอีกแบบที่ทำงานบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ที่ Microsoft เปิดให้ผู้ใช้ทั่วไปสามารถใช้ได้แบบฟรี ๆ

Microsoft Teams

โดยบริการนี้เองจะมีความสามารถต่าง ๆ  มากมายที่สำคัญสำหรับการทำงานมาอยู่ในที่ ๆ เดียวกัน ทำให้ง่ายต่อการเข้าถึงมากยิ่งขึ้น เช่น การแชต ปฏิทิน พื้นที่เก็บไฟล์ เอกสาร การโทรวิดีโอและโทรเสียง และการประชุม

  • การแชต จะมีทั้งแบบที่แชตแบบปกติแบบกลุ่มหรือแบบ 1 ต่อ 1 หรือ คล้ายกับการสร้างโพสต์ ให้ผู้อื่นมาตอบได้ สามารถ mention หากันได้ด้วย ซึ่งจะทำให้สามารถจัดการบทสนทนาได้ง่ายยิ่งขึ้น อีกทั้งยังสามารถส่งไฟล์ได้ ไม่มีวันหมดอายุด้วย
  • ปฎิทิน จะแสดงงาน อีเวนต์ หรือนัดต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นภายใน Teams และสามารถเลือกมุมมองในแบบต่าง ๆ ได้ เช่น รายสัปดาห์ หรือ รายวัน เช่นเดียวกับความสามารถของ Outlook
  • การโทร สามารถโทรหากันผ่านทางอินเทอร์เน็ตเช่นเดียวกับแอปอื่น ๆ ทั้งแบบเสียงหรือแบบวีดีโอก็ได้
  • การประชุม จะสามารถประชุมด้วยกันผ่านทาง Microsoft Teams คล้าย ๆ กับการ Skype ได้พร้อมกันสูงสุดถึง 250 คน และสามารถสร้างการถ่ายทอดสดที่สามารถดูพร้อมกันได้สูงสุดถึง 10,000 คน

ส่วนในเรื่องของค่าใช้จ่ายนั้น เป็นแบบฟรีเมียม คือฟรีแต่มีข้อจำกัดที่ว่าจะสามารถจุคนในทีมได้สูงสุดเพียง 300 คนเท่านั้น และพื้นที่การเก็บไฟล์ 2 GB ต่อผู้ใช้ และ 10 GB ของข้อมูลที่แชร์ ถ้าจะอัปเกรดต้องอัปเกรดไปเป็น Office 365 Business Premium ซึ่งจะมีราคาอยู่ที่ 10 เหรียญต่อผู้ใช้ต่อเดือน

ราคา Microsoft Teams

ใครที่สนใจก็สามารถใช้อีเมลของเราสมัครลองใช้งานได้แล้ว ไม่เสียค่าใช้จ่ายและไม่มีข้อผูกมัดใด ๆ ทั้งสิ้น และสามารถใช้ได้ทั้งบนเว็บ ติดตั้งบน PC หรือบนสมาร์ตโฟนทั้ง Android และ iOS

Windows 10 รุ่นถัดไปอาจไม่มีแอป Paint และ Wordpad

สื่อต่างประเทศรายงานว่า Microsoft วางแผนที่จะถอดแอป Paint และ Wordpad ออกจาก Windows 10 รุ่นอัปเดตประจำช่วงฤดูใบไม้ผลิ Build 18963 โดยจะเป็นตัวเลือกให้ผู้ใช้งานติดตั้งเพิ่มทีหลังอีกที

มีผู้ใช้งานพบว่า Microsoft ได้เพิ่ม Paint และ Wordpad เข้าไปอยู่ในส่วนของ Optional Feature แบบเงียบ ๆ ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเลือกติดตั้งหรือถอนการติดตั้งโปรแกรมเสริมบางอย่างได้ เช่น Internet Explorer หรือ Windows Media Player เป็นต้น

นั่นหมายความว่าผู้ใช้งานสามารถอนการติดตั้งทั้ง Paint และ Wordpad ออกจากเครื่องได้ทันที แต่เมื่อถอนการติดตั้งไปแล้วก็ยังสามารถติดตั้งใหม่ได้อีกครั้งโดยการกดปุ่ม ‘Add a Feature’ แล้วเลือกติดตั้ง Paint และ Wordpad ได้

Link to Windows กับ DeX ใน Galaxy Note 10+

ฟีเจอร์ Link to Windows คือความสามารถเชื่อมมือถือเข้ากับพีซีที่ใช้งานระบบปฏิบัติการ Windows เชื่อมต่อข้อมูลและความเคลื่อนไหวในมือถือเข้าไปยังโน้ตบุ๊กได้โดยไม่ต้องต่อสายใดๆ

Link to Windows ถูกยกเป็นหนึ่งในฟีเจอร์พิเศษของ Galaxy Note 10 แต่มือถือซัมซุงที่รองรับ One UI ก็สามารถใช้ฟีเจอร์นี้ได้ด้วย เช่น Galaxy S9, S8, Galaxy Note 9, Note 8 โดยต้องไปดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น Link to Windows เพิ่มจาก Play Store (ใน Galaxy Note 10 ฟีเจอร์นี้ถูกติดตั้งมาให้แล้วในมือถือ ) ส่วนคอมพิวเตอร์ต้องเป็นระบบปฏิบัติการ Windows 10 เท่านั้น

ในการเริ่มต้นใช้งาน Link to Windows มีความยุ่งยากเล็กน้อย ผู้ใช้จำเป็นต้องล็อกอินบัญชีไมโครซอฟท์ที่เป็นบัญชีเดียวกันทั้งในมือถือและในคอมพิวเตอร์ก่อน
ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น Your Phone ลงในคอมพิวเตอร์

No Description

 

ในกรณีที่มือถือไม่ใช่ Note 10 ต้องดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น Your Phone ลงในมือถือด้วย แต่ใน Note 10 จะมีโหมดนี้ติดตั้งมาด้วยอยู่แล้ว ผู้ใช้เพียงแค่รูดหน้าจอลงมาและเปิดโหมด Link to Windows ไว้

No Description

เมื่อเชื่อมต่อและซิงค์ข้อมูลเรียบร้อยแล้ว ก็จะสามารถใช้งานได้ โดยความสามารถและประโยชน์ของ Link to Windows เท่าที่สัมผัสได้มีดังนี้

เชื่อมต่อรูปภาพ 25 รูปล่าสุดที่ถ่ายไว้เข้ามาในคอมพิวเตอร์ทันที แต่ไม่รวมถึงไฟล์วิดีโอที่ถ่ายจากเครื่อง หรือไฟล์ภาพแบบ GIF

การแจ้งเตือนในมือถือจะปรากฏเป็น pop-up ในคอมพิวเตอร์ด้วย ทั้งสายที่ไม่ได้รับ, การแจ้งเตือนจากโซเชียลมีเดีย
แม้ไม่ได้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตด้วยช่องทางเดียวกัน เช่น ต่อ Wi-Fi ในคอม แต่ใช้ 4G ในมือถือ ข้อมูลก็ยังคงซิงค์กันได้
ช่วยให้ผู้ใช้รู้ความเคลื่อนไหวสำคัญของโทรศัพท์ กรณีที่ไม่ได้วางโทรศัพท์ไว้ใกล้ๆ ระหว่างที่กำลังใช้งานคอมพิวเตอร์

โดยสรุปแล้ว ฟีเจอร์ Link to Windows ถือเป็นฟีเจอร์ที่ใช้แล้วชอบ และสะดวกตรงที่ไม่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านเครือข่ายเดียวกันก็ใช้งานได้ สามารถนำรูปภาพที่ถ่ายล่าสุดไปใช้งานต่อบนคอมพิวเตอร์ได้ทันที สะดวกไม่ต้องโอนไฟล์ให้ยุ่งยาก แต่ก็ยังมีข้อจำกัดอย่างที่ได้กล่าวไปคือ ยังไม่ซิงค์ไฟล์วิดีโอ และรูปภาพที่บันทึกมาจากโซเชียลมีเดีย

DeX

ฟีเจอร์ที่จะสามารถเชื่อมการทำงานระหว่างมือถือกับคอมพิวเตอร์ได้อย่างไร้รอยต่อมากกว่า Link to Windows คือ DeX ที่คราวนี้ไม่ต้องเสียบแท่นอุปกรณ์ใดๆ เพิ่ม เพียงแค่เสียบสายชาร์จมือถือของตัวเองเชื่อมกับคอมพิวเตอร์ ก็ใช้งานได้

ความเป็นมาของ DeX

หากจำกันได้ ซัมซุงเปิดตัว Samsung DeX ในปี 2017 เปิดตัวพร้อม Galaxy S8 เป็นฮาร์ดแวร์แท่นตั้ง (Dock) ต้องเอามือถือมาตั้งบนแท่นเพื่อเชื่อมต่อการใช้สมาร์ทโฟนสู่จอมอนิเตอร์ แปลงโทรศัพท์เป็นโหมด Desktop ใช้งานกับจอภาพ เมาส์ และคีย์บอร์ด ราวกับว่าเป็นพีซีจริงๆ

จนกระทั่ง DeX ในเวอร์ชั่นที่มาพร้อมกับ Galaxy S9 เหลือแค่สายต่อตัวเดียว ไม่ต้องมีแท่นตั้ง (Dock) เพิ่ม เพียงแค่สายต่อแปลงจาก USB-C เป็น HDMI ต่อเข้ากับจอมอนิเตอร์ก็ใช้งานได้ทันที

และใน DeX เวอร์ชั่นล่าสุดของ Galaxy Note 10 ใช้แนวคิดที่ต่างออกไป คือการต่อสายเพื่อเชื่อมกับจอภาพยังทำได้เหมือนเดิม สิ่งที่เพิ่มเข้ามาคือโหมดการเชื่อมต่อกับ “คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก” เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง เพื่อให้เราสามารถรัน Android (ในที่นี้คือโหมด DeX) ซ้อนอยู่ในระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์อีกทีหนึ่ง เหมือนว่าเป็นแอพอีกตัวบนคอมพิวเตอร์ (รองรับทั้ง Windows/macOS)

 

No Description

การเชื่อมต่อสามารถใช้สายชาร์จหัว USB Type C เสียบเข้ากับโน้ตบุ๊ก, คอมพิวเตอร์ได้เลย ไม่จำเป็นต้องเป็นสายของซัมซุงก็ใช้งานได้

No Description

 

การเชื่อมต่อ DeX ใน Galaxy Note 10+

ก่อนอื่น ผู้ใช้ต้องดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น DeX ติดตั้งในพีซีด้วย เมื่อเสียบสายเข้ากับพีซี ระบบจะแสดง Pop-up เข้าสู่ DeX ได้ หน้าจอที่ปรากฏก็จะเป็นหน้าตาเหมือนในมือถือเรา เพียงแต่เป็นเวอร์ชั่นขยายหน้าจอ มีเดสก์ท็อปแบบพีซี แต่แอพทั้งหมดยังเป็นแอพชุดเดิมกับบนมือถือของเราเอง สามารถใช้คีย์บอร์ด-เมาส์ของพีซีสั่งงานได้เลย

หน้าตาของแอพเมื่อปรากฏบนจอพีซี

No Description

ประโยชน์หลักๆ ของฟีเจอร์นี้คือ สามารถนำงานที่ทำค้างไว้ในมือถือ มาทำต่อในคอมได้ เช่น จดอะไรไว้ใน Galaxy Note ก็สามารถ export เป็นไฟล์ Word เก็บไว้ และนำมาทำงานต่อในพีซี

แต่การแก้ไขไฟล์เอกสารในตระกูล Office 365 ไม่ว่าจะเป็น Word, Excel, PowerPoint ผู้ใช้จำเป็นต้องมีบัญชี Office 365 ก่อนถึงจะสามารถแก้ไขไฟล์ข้ามไปข้ามมาระหว่าง Samsung DeX และพีซีได้กล่าวคือต้องล็อกอินเป็นบัญชี Office 365 ทั้งในมือถือ และในพีซี

ผู้รีวิวลองเปิดไฟล์เอกสารตระกูล Google แล้ว เช่น Google Sheets, Google Slides, Google Docs ปรากฏว่า DeX ยังไม่รองรับแอพพลิเคชั่นดังกล่าว

ผู้ใช้สามารถโยกย้ายไฟล์จากมือถือของเราไปยังพีซีด้วยวิธีลากวาง กดค้างที่ไฟล์นั้นๆ จนขึ้นวงกลมให้ใส่เครื่องหมายถูก จากนั้นกดค้างอีกครั้งจนเคอร์เซอร์เป็นรูปมือ ก็สามารถลากไปวางที่ไหนในพีซีได้ ถือเป็นขั้นตอนที่เร็วกว่าเข้าไปเลือกไฟล์ที่เราต้องการจาก My Computer

 

No Description

 

DeX สำหรับพีซีรองรับการทำงานบน Windows 7, 10 และ MacOS เวอร์ชั่นสูงกว่า 10.13 และยังใช้งานได้จากมือถือ Galaxy Note 10, Note 10+ เท่านั้น สำหรับแอพพลิเคชั่นที่รองรับ Samsung DeX ดูได้จากเว็บไซต์ของซัมซุง ซึ่งรวมถึงแอพพลิเคชั่นตระกูล Adobe อย่าง Lightroom และ Rush ด้วย

ในกรณีที่เสียบ DeX ทิ้งไว้แล้วลุกไปทำอย่างอื่น ผู้ใช้ต้องปลดล็อกการใช้งาน DeX บนคอมพิวเตอร์ด้วยการสแกนนิ้วเข้าโทรศัพท์ตามปกติ ไม่เช่นนั้นหน้าของ DeX บนจอคอมพิวเตอร์ก็จะยังเป็นโหมดล็อกหน้าจอ (สามารถสั่งล็อกหน้าจอ DeX ได้เองจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ด้วยการกดเมนู DeX ที่ด้านซ้ายล่าง เวลาจะต้องลุกไปทำอย่างอื่น)

 

No Description

 

สรุปการใช้งาน

ภาพรวมการใช้งานสองฟีเจอร์นี้ ส่วนตัวมองว่า ฟีเจอร์ Link to Windows มีประโยชน์และใช้งานได้จริงในหลายๆ โอกาส ทำให้รู้ความเคลื่อนไหวของโทรศัพท์ในกรณีที่ไม่ได้ตั้งโทรศัพท์ไว้ใกล้ตัว และสามารถซิงค์รูปที่ถ่ายล่าสุดเข้าคอมได้ง่าย แม้ไม่ได้ต่ออินเทอร์เน็ตวงเดียวกัน แต่ในขณะที่ Link to Windows สามารถเชื่อมต่อได้แบบไร้สาย การทำงานจะค่อนข้างจำกัดคือทำได้แค่เชื่อมรูปภาพล่าสุด ดู notification มือถือ

ส่วน DeX เป็นการเชื่อมต่อแบบมีสาย สามารถทำงานข้ามไปข้ามมาระหว่างคอมพิวเตอร์และมือถือได้อย่างอิสระกว่า Link to Windows แต่ยังมีจังหวะหน่วงของการใช้งานอยู่บ้าง (แม้ไม่ได้เปิดโปรแกรมหนักๆ อย่างตระกูล Adobe) และมีเรื่องต้องฝึกการใช้งานให้คุ้นเคยกับ DeX ในกรณีของคนที่ไม่เคยใช้งาน DeX มาก่อน

อย่าเพิ่งกดอัปเดต Windows 10 ตัว KB4512941 พบบั๊ก Cortana กิน CPU ถึง 40%

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2019 ที่ผ่านมาทาง Microsoft ได้ปล่อยตัวอัปเดต Windows 10 ซึ่งพบปัญหาทำให้ประสิทธิภาพการทำงาน CPU สูงขึ้นโดยไม่จำเป็น โดยมีรายงานว่าตัว Build 18362.329 ที่มาพร้อมกับแพทซ์ KB4512941 ทำให้ผู้ใช้งานบางคนที่ติดตั้งไปแล้วจะทำให้โปรแกรม Cortana (AI ผู้ช่วยคล้าย Siri, Google Assistant) บนการทำงานของ SearchUI.exe กิน CPU ไปถึง 30-40%

ม่เพียงแค่ CPU เท่านั้นยังรวมถึงกิน Ram ไปอีก 50-200 MB ด้วยตั้งแต่เปิดเครื่อง โดยสาเหตุที่เกิดขึ้นดังกล่าวยังไม่สามารถระบุให้แน่ชัดได้ว่าเกิดบั๊กขึ้นมาจากอะไร และทางสมาชิกของ Windows Insider ได้รายงานปัญหาเหล่านี้ให้กับ Microsoft เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งต้องรอให้ Microsoft ออกอัปเดตมาแก้บั๊กอีกที แต่ถ้าใครที่เผลอกดอัปเดตไปแล้วก็สามารถแก้ปัญหาปิด Cortana ด้วยวิธีง่ายๆ ดังต่อไปนี้คือ

  • ดาวน์โหลดไฟล์ Zip แก้ Registry
  • หากต้องการปิด Cortana กดเปิดไฟล์ Disable_Cortana -> Yes -> Yes -> ok
  • และหากต้องการเปิด Cortana คืน กดเปิดไฟล์ Enable_Cortana -> Yes -> Yes -> ok

อย่างไรก็ตามคาดว่าเร็วๆ นี้ทาง Microsoft ก็คงจะมีอัปเดตตัวใหม่มาแก้นอนครับ เพราะมีคนประสบปัญหานี้กันเยอะเหลือเกิน ส่วนตัวทีมงานก็เผลอกดติดตั้งมาแล้ว พบว่าเครื่องช้าผิดปกติจริงๆ จนต้องมาปิดตัว Cortana ทิ้ง และบอกตามตรงว่าไม่เคยใช้เจ้าโปรแกรม Cortana นี้เลย ไม่รู้จะใช้ทำไม แถมไม่รองรับภาษาไทยด้วย

Microsoft เตรียมปล่อยแอปพลิเคชันของตัวเองที่รองรับ Dark Mode

หลังจากที่ปล่อยให้ผู้ผลิตแอปดังๆ รายอื่นปล่อยแอปพลิเคชันที่รองรับการใช้งาน Dark Mode มาก่อนนั้น ล่าสุดทาง Microsoft เองก็ได้ออกมาประกาศอย่างเป็นทางการว่า Microsoft นั้นเตรียมพร้อมที่จะปล่อยแอปพลิเคชันของตัวเองไม่ว่าจะเป็น Word, Excel, PowerPoint, SharePoint, OneDrive, Planner และ To-Do ให้รองรับกับ Dark Mode ด้วยเช่นเดียวกัน โดยที่แอปพลิเคชันของทาง Microsoft ที่จะรองรับ Dark Mode นั้นจะรองรับทั้งระบบปฎิบัติการ iOS 13 และ Android 10

การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้นั้นทางหัวหน้าฝ่ายผู้พัฒนาแอปพลิเคชันและซอฟต์แวร์ของทาง Microsoft ว่าสาเหตุที่แอปพลิเคชันของทาง Microsoft จะรองรับ Dark Mode เฉพาะบน iOS 13 และ Android 10 นั้นก็เนื่องมาจากว่าระบบปฎิบัติการทั้ง 2 มีการเพิ่มการรองรับ Dark Mode ในระดับระบบปฎิบัติการโดยตรง แถมด้วยจากในอดีตที่ผ่านมาซึ่งทาง Microsoft เคยปล่อย Dark Mode มาบน Office 2010 แล้วนั้น ผู้ใช้จำนวนมากต่างมีความพอใจกับฟีเจอร์ดังกล่าวเป็นอย่างมากอีกด้วย

นอกไปจากแอปพลิเคชันดังกล่าวที่ได้บอกเอาไว้แล้วนั้น ทาง Microsoft เองยังมีแผนการที่จะปล่อย Drak Mode ให้กับซอฟต์แวร์อย่าง Office 365 ด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งถือว่าเป็นการอัพเดทที่ดีมากๆ ครับเพราะนอกจากที่ Dark Mode นั้นจะช่วยให้ผู้ใช้ต้องเจอกับอันตรายจากแสงสีขาวสว่างที่ทำให้ตาล้าง่ายแล้วนั้น Dark Mode ยังมีข้อดีอยู่อีกอย่างก็คือมันจะช่วยในการประหยัดพลังงานแบตเตอรี่ให้กับผู้ใช้อีกด้วยเช่นเดียวกัน  งานนี้นั้นเรียกได้ว่าผู้ใช้จะได้รับผลดีไปแบบเต็มๆ

Windows 10 ทำเครื่องอืดเผชิญกับเรื่องร้องเรียนจากผู้ใช้

ฟอร์บส์รายงานว่า ไมโครซอฟท์ ผู้พัฒนาระบบปฏิบัติการวินโดวส์ 10 เผชิญกับเรื่องร้องเรียนจากผู้ใช้ หลังอัพเดท (KB4512941) ที่ออกมาเพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดหลายประการทำให้คอมพิวเตอร์สูญเสียพลังประมวลผลไปถึงร้อยละ 40

เว็บไซต์ Windows Latest ระบุว่า พบผู้ใช้โอเอสรุ่นนี้พากันไปเขียนข้อความร้องเรียนในเว็บบอร์ดของไมโครซอฟท์ แต่จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ไมโครซอฟท์เคยทราบแล้วว่าอาจเกิดปัญหานี้ขึ้น ทำให้หลายฝ่ายมึนงงว่า เหตุใดจึงยังปล่อยอัพเดทนี้ออกมาโดยไม่แก้ไข

โวยอัพเดทวินโดวส์10ทำเครื่องอืด

อัพเดทหมายเลข KB4512941 ถูกปล่อยออกมาเพื่อแก้ไขข้อผิดพลาด หรือบัค เช่น วินโดวส์ แซนด์บ็อกซ์ ปัญหาการเกิดหน้าจอดำ และอื่นๆ แต่ผลข้างเคียงนั้นส่งผลให้ระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ คอร์ทาน่า ใช้ทรัพยากรระบบของหน่วยประมวลผลกลาง หรือซีพียู คิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 40

ผู้เชี่ยวชาญยังตั้งคำถามว่า เหตุใดไมโครซอฟท์จึงปล่อยอัพเดทดังกล่าวออกมา เนื่องจากไมโครซอฟท์น่าจะทราบดีถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับผู้ใช้ หลังทดสอบอัพเดทดังกล่าวแล้วกับผู้ทดสอบกว่า 10 ล้านเครื่อง โดยผู้ทดสอบหลายคนเคยแจ้งต่อไมโครซอฟท์แล้ว ว่าแพทช์ข้างต้นมีปัญหา

โวยอัพเดทวินโดวส์10ทำเครื่องอืด

ทั้งนี้ วินโดวส์ 10 เป็นระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์พีซีที่มีผู้ใช้มากที่สุดในโลกแล้ว หลังแซงหน้าวินโดวส์ 7 โอเอสยอดนิยมไปเมื่อเดือนต.ค. 2561 โดยตอนนั้นมีสัดส่วนเป็นร้อยละ 39.22 (วินโดวส์ 7 ร้อยละ 36.9) ทว่า วินโดวส์ 10 ยังคงเผชิญกับปัญหาการอัพเดทที่สร้างผลข้างเคียงอย่างต่อเนื่อง

Windows 10 เตรียมให้ผู้ใช้งานติดตั้งระบบปฏิบัติการผ่าน Cloud ได้แล้ว

ล้ำหน้าขึ้นไปอีกขั้นสำหรับการติดตั้งระบบปฏิบัติการแบบใหม่สู่เครื่อง PC ของผู้ใช้ จากเดิมที่ต้องใช้แผ่น DVD หรือ Drive USB แต่คราวนี้จะให้ติดตั้งผ่านระบบ Cloud ได้เลย

Image result for Windows 10 เตรียมให้ผู้ใช้งานติดตั้งระบบปฏิบัติการผ่าน Cloud ได้แล้ว

จากข้อมูลในหน้า Windows Blog ที่มีการเผยข้อมูล Build รุ่นใหม่ของ Windows 10 ในรหัส 18970 ที่กำลังจะมีการอัพเดตให้เหล่า Windows Insider ได้ใช้งานกันก่อน และหนึ่งในฟีเจอร์ที่น่าสนใจและเปิดให้ใช้งานเป็นครั้งแรกก็คือ Cloud Download ในคำสั่ง Reset this PC ที่มีตัวเลือกให้ดาวน์โหลดไฟล์สำหรับติดตั้งตัวระบบปฏิบัติการที่อยู่บน Cloud เข้ามาใช้งานได้ด้วย

ซึ่งคำสั่ง Reset this PC นี้เป็นสิ่งที่เพิ่มขึ้นมาจาก Windows 10 รุ่น 1507 ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถติดตั้งระบบปฏิบัติการใหม่ได้โดยที่ไม่ต้องใช้พื้นที่บน PC ในการ Back up ข้อมูลเอาไว้ก่อน  แต่ Cloud Download จะเป็นการดึงไฟล์ติดตั้งมาใช้งานจากบนระบบ Cloud ได้เลย โดยจะเป็น Build และตัวอัพเดตล่าสุดตามที่ผู้ใช้งานเคยติดตั้งเอาไว้ทั้งหมดแบบเป๊ะ ๆ

แต่อย่างไรก็ตาม ในเวลานี้ฟีเจอร์การใช้ Cloud Download นั้นยังไม่สมบรูณ์ เพราะยังมีปัญหาในการดาวน์โหลดไฟล์ผ่านระบบ Cloud อยู่ และยังมีข้อจำกัดในการใช้งานอยู่บ้าง แต่เชื่อว่าอีกไม่นานฟังก์ชั่นนี้น่าจะพร้อมให้ผู้ใช้ทั่วไปได้ใช้งานกันในอนาคตอย่างแน่นอน