ไมโครซอฟท์ยืนยัน ทำ Xbox Scarlett เพียงรุ่นเดียว

ไมโครซอฟท์ยืนยัน ทำ Xbox Scarlett เพียงรุ่นเดียว อีกหนึ่งข้อมูลสำคัญในบทสัมภาษณ์ของ Phil Spencer หัวหน้าทีม Xbox คือการสยบข่าวลือว่า ไมโครซอฟท์จะทำคอนโซลอีกตัวนอกเหนือจาก Project Scarlett

ข่าวนี้เกิดขึ้นเพราะ Project xCloud บริการเกมสตรีมมิ่งของไมโครซอฟท์ และ Xbox One S รุ่นไร้แผ่นดิสก์ ทำให้เกิดการคาดเดากันว่า ไมโครซอฟท์จะทำฮาร์ดแวร์คอนโซลที่เล่นได้เฉพาะเกมจาก xCloud เพียงอย่างเดียว (เหมือน Xbox One S รุ่นไร้แผ่น แต่เป็นสตรีมมิ่งเลย ไม่ต้องดาวน์โหลดก่อน)

Spencer ตอบคำถามเรื่องนี้ว่า Project xCloud เป็นทิศทางที่วงการเกมจะมุ่งไปในระยะยาว แต่เป้าหมายของ xCloud ตอนนี้ยังเน้นการเล่นเกมแบบสตรีมมิ่งบนสมาร์ทโฟนเท่านั้น ส่วนเกมคอนโซลจะเป็นการเล่นเกมที่ประมวลผลในเครื่องเช่นเดิม

Spencer ยังย้ำว่า xCloud ไม่มีทางมีประสิทธิภาพดีเท่ากับการเล่นบนคอนโซลจริงๆ อยู่แล้ว แต่เน้นความสะดวก และความสามารถในการเล่นเกม (จาก Xbox One) ได้จากทุกที่มากกว่า

ไมโครซอฟท์เปิดตัวส่วนขยาย Elements for Microsoft Edge

นับเป็นข่าวดีสำหรับท่านผู้อ่านที่เป็นนักพัฒนาเว็บ ซึ่งมักจะต้องเปิด Developer Tools (DevTools) บนเว็บเบราว์เซอร์เพื่อดีบักและแก้ไขข้อผิดพลาดของเว็บที่กำลังพัฒนากันอยู่บ่อยๆ

เมื่อไมโครซอฟท์ออกส่วนขยายสำหรับพัฒนาเว็บตัวใหม่ให้กับ Visual Studio Code ในชื่อว่า Elements for Microsoft Edge เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับการดีบักเว็บไปอีกขั้น ด้วยการช่วยแสดงผลหน้าเว็บพร้อมดึงแท็บ Elements จาก DevTools บน Microsoft Edge (Chromium) ให้นักพัฒนาสามารถเรียกใช้งานได้จากภายใน VS Code โดยตรง

No Description

ส่วนเสริมดังกล่าวจะช่วยลดขั้นตอนในการแก้ไขหน้าเว็บ ในกรณีที่นักพัฒนาตัดสินใจดีบัก DOM ด้วยการเปิดเว็บเบราว์เซอร์ขึ้นมาตรวจสอบหน้าเว็บและทดลองแก้ไขโค้ด HTML/CSS บน DevTools ที่แม้ว่าจะช่วยทำให้สามารถดูผลของการแก้ไขหน้าเว็บบนเบราว์เซอร์ได้ในทันที

แต่ตัวนักพัฒนาก็จะยังต้องนำโค้ดที่แก้ไขแล้วบน DevTools ของเบราว์เซอร์กลับมาบันทึกที่โค้ดต้นฉบับบน code editor ซึ่งการแก้ไขโค้ดสลับไปสลับมาระหว่างเบราว์เซอร์และ code editor นี่เองที่อาจทำให้นักพัฒนาสับสนได้ (เช่นสลับไปเปิด code editor แล้วจำไม่ได้ว่าแก้ไขอะไรบนเบราว์เซอร์ไป)

การที่ส่วนขยาย Elements for Microsoft Edge ช่วยทำให้นักพัฒนาสามารถแก้ไขโค้ดต้นฉบับไปพร้อมๆ กับดูผลลัพธ์และดีบัก DOM ของหน้าเว็บได้ ภายใต้ VS Code เพียงหน้าต่างเดียวน่าจะช่วยลดความน่าสับสนที่เกิดจากเหตุการณ์ข้างต้นไปได้มาก

ส่วนขยาย Elements for Microsoft Edge ยังคงอยู่ในเวอร์ชันพรีวิว แต่ก็สามารถทดลองใช้งานได้แล้ว โดยจำเป็นต้องติดตั้ง

  • เบราว์เซอร์ Microsoft Edge Insider (เวอร์ชัน Canary หรือ Dev Channel)
  • ส่วนขยาย Elements for Microsoft Edge บน VS Code

ไมโครซอฟท์ประกาศความร่วมมือซัมซุง

แขกรับเชิญสำคัญในงานแถลงข่าว Galaxy Note 10 เมื่อคืนนี้คือ Satya Nadella ซีอีโอไมโครซอฟท์ ที่ขึ้นมาประกาศความร่วมมือระหว่างไมโครซอฟท์และซัมซุง ทั้งสองบริษัทมีความร่วมมือกันอยู่แล้ว (ซัมซุงพรีโหลดแอพไมโครซอฟท์, ไมโครซอฟท์ขายมือถือซัมซุง) ประกาศความร่วมมือนี้ขยายผลของความสัมพันธ์เดิม

  • Galaxy Note 10 จะยังพรีโหลดแอพไมโครซอฟท์ต่อไปเช่นเดิม (Office, Outlook, OneDrive) และเพิ่มแอพ Your Phone ที่มีฟีเจอร์ Link with Windows
  • Galaxy Note 10 จะเป็นมือถือรุ่นแรกที่กดเรียกหน้าจอ Android ได้จากพีซี
  • OneDrive เชื่อมกับ Samsung Gallery ในการซิงก์ไฟล์ขึ้นคลาวด์
  • Outlook for Android รองรับ air gesture ของปากกา S Pen และเพิ่ม UI แบบแท็บเล็ตจอใหญ่หากเปิดในโหมด DeX

Image result for ไมโครซอฟท์ประกาศความร่วมมือซัมซุง

ไมโครซอฟท์ออกส่วนขยายชื่อว่า Elements for Microsoft Edge

นับเป็นข่าวดีสำหรับท่านผู้อ่านที่เป็นนักพัฒนาเว็บ ซึ่งมักจะต้องเปิด Developer Tools (DevTools) บนเว็บเบราว์เซอร์เพื่อดีบักและแก้ไขข้อผิดพลาดของเว็บที่กำลังพัฒนากันอยู่บ่อยๆ

เมื่อไมโครซอฟท์ออกส่วนขยายสำหรับพัฒนาเว็บตัวใหม่ให้กับ Visual Studio Code ในชื่อว่า Elements for Microsoft Edge เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับการดีบักเว็บไปอีกขั้น ด้วยการช่วยแสดงผลหน้าเว็บพร้อมดึงแท็บ Elements จาก DevTools บน Microsoft Edge (Chromium) ให้นักพัฒนาสามารถเรียกใช้งานได้จากภายใน VS Code โดยตรง

ส่วนเสริมดังกล่าวจะช่วยลดขั้นตอนในการแก้ไขหน้าเว็บ ในกรณีที่นักพัฒนาตัดสินใจดีบัก DOM ด้วยการเปิดเว็บเบราว์เซอร์ขึ้นมาตรวจสอบหน้าเว็บและทดลองแก้ไขโค้ด HTML/CSS บน DevTools ที่แม้ว่าจะช่วยทำให้สามารถดูผลของการแก้ไขหน้าเว็บบนเบราว์เซอร์ได้ในทันที

แต่ตัวนักพัฒนาก็จะยังต้องนำโค้ดที่แก้ไขแล้วบน DevTools ของเบราว์เซอร์กลับมาบันทึกที่โค้ดต้นฉบับบน code editor ซึ่งการแก้ไขโค้ดสลับไปสลับมาระหว่างเบราว์เซอร์และ code editor นี่เองที่อาจทำให้นักพัฒนาสับสนได้ (เช่นสลับไปเปิด code editor แล้วจำไม่ได้ว่าแก้ไขอะไรบนเบราว์เซอร์ไป)

การที่ส่วนขยาย Elements for Microsoft Edge ช่วยทำให้นักพัฒนาสามารถแก้ไขโค้ดต้นฉบับไปพร้อมๆ กับดูผลลัพธ์และดีบัก DOM ของหน้าเว็บได้ ภายใต้ VS Code เพียงหน้าต่างเดียวน่าจะช่วยลดความน่าสับสนที่เกิดจากเหตุการณ์ข้างต้นไปได้มาก

No Description

ส่วนขยาย Elements for Microsoft Edge ยังคงอยู่ในเวอร์ชันพรีวิว แต่ก็สามารถทดลองใช้งานได้แล้ว โดยจำเป็นต้องติดตั้ง

  • เบราว์เซอร์ Microsoft Edge Insider (เวอร์ชัน Canary หรือ Dev Channel)
  • ส่วนขยาย Elements for Microsoft Edge บน VS Code

แจ้งการปรับพื้นที่ว่างขั้นต่ำของ Windows 10 May 2019 Update (v1903)

จากข่าวเก่าเมื่อเดือนเมษายนที่ไมโครซอฟท์ได้แจ้งการปรับพื้นที่ว่างขั้นต่ำของ Windows 10 May 2019 Update (v1903) เพิ่มเป็น 32 GB ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออุปกรณ์ Windows เดิมที่มีสตอเรจไม่เพียงพอ โดยไม่ได้การชี้แจงในประเด็นนี้แต่อย่างใด

ล่าสุดได้มีประกาศจากไมโครซอฟท์ที่ให้ความชัดเจนในเรื่องดังกล่าวแล้ว โดยได้ระบุว่า

การปรับสเปกพื้นที่ว่างขั้นต่ำสำหรับ Windows 10 v1903 นั้นจะมีผลกับผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ (OEM) ที่ผลิตพีซีใหม่เท่านั้น และจะไม่กระทบกับอุปกรณ์เดิมแต่อย่างใด พีซีเครื่องใดที่มีพื้นที่ว่างไม่เพียงพอตามสเปกใหม่ จะยังได้รับอัพเดตใหม่รวมถึงอัพเดตเวอร์ชัน 1903 ต่อไป โดยจะใช้พื้นที่ว่างเท่ากันกับอัพเดตเวอร์ชันก่อนๆ

No Description

ดังนั้นผู้ใช้ Windows 10 ปัจจุบัน ที่มีพื้นที่ว่างเหลือเพียงพอตามสเปกเก่า (16GB สำหรับ Windows 32 บิท หรือ 20GB สำหรับ Windows 64 บิท) ก็จะยังได้รับอัพเดตต่อไป ไม่ต้องเคลียร์พื้นที่ฮาร์ดดิสก์เพิ่มเพื่อรับอัพเดต v1903

ไมโครซอฟท์แพลนจะยกเลิกการล็อกอิน Windows 10

การตั้งพาสเวิร์ดของผู้ใช้น่าจะเป็นหนึ่งในปัญหาที่น่าปวดหัว สำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องไอทีด้านความปลอดภัย ล่าสุดไมโครซอฟท์เลยกำลังแพลนจะยกเลิกการล็อกอิน Windows 10 ด้วยพาสเวิร์ดและอาศัย Windows Hello หรือ PIN แทน

ไมโครซอฟท์เคยแย้งเอาไว้ด้วยว่า PIN มีความปลอดภัยมากกว่า เพราะความเป็นตัวเลข (ไม่ใช่ตัวหนังสือที่รวมเป็นคำ) รวมถึงตัว PIN จะถูกเก็บอยู่ใน TPM บนเครื่องด้วย

ขณะที่ฝั่งองค์กรไมโครซอฟท์ก็พยายามผลักดันแบบเดียวกัน โดยจะเน้นให้ใช้งานระบบยืนยันตัวตน 2 ขั้นด้วย ไม่ว่าจะผ่านกุญแจ FIDO หรือ Microsoft Authenticator ก็ตาม อย่างล่าสุดก็เพิ่งปล่อยฟีเจอร์ล็อกอินไม่ใช้รหัสผ่านบน Azure AD

ประกาศปล่อยอัพเดตของ Windows 10 May 2019 Update แล้ว

ไมโครซอฟท์เปิดตัว Windows 10 v1903 มาตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน แต่ขอเวลาทดสอบนานเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันปัญหาแบบเดียวกับ v1809 และจะปล่อยไฟล์อัพเดตในช่วงเดือนพฤษภาคม 2019 โดยใช้ชื่อว่า Windows 10 May 2019 Update ตามชื่อเดือนที่ปล่อยอัพเดต (แม้จะพัฒนาเสร็จมาตั้งแต่เดือนมีนาคมก็ตาม)

วันนี้ไมโครซอฟท์ประกาศปล่อยอัพเดตของ Windows 10 May 2019 Update แล้ว ผู้ใช้สามารถกดเช็คได้จากหน้า Settings > Update ได้ตามปกติ ส่วนผู้ใช้กลุ่มองค์กรก็ดาวน์โหลดได้จากช่องทางของตัวเอง ทั้ง Windows Server Update Services (WSUS), Windows Update for Business และ Volume Licensing Service Center (VLSC)

No Description

ไมโครซอฟท์ยังเปิดหน้าเว็บ Windows health dashboard เพื่อแสดงสถานการณ์ของ Windows แต่ละรุ่นว่ามีรายงานบั๊กไหนเข้ามาบ้าง และสถานะของบั๊กนั้นเป็นอย่างไร เพื่อให้ผู้ใช้เข้ามาตรวจเช็คได้ว่าเจอปัญหาเดียวกับที่ไมโครซอฟท์กำลังแก้ไขอยู่หรือไม่

ของใหม่ที่สำคัญใน Windows 10 v1903 ได้แก่ ธีมสีสว่างตัวใหม่ (light theme), แยกกล่อง Search/Cortana ออกจากกัน, Windows Sandbox สำหรับรันแอพที่ไม่ปลอดภัย (Home ใช้ไม่ได้), เพิ่มฟีเจอร์ให้ Notepad, เพิ่มฟีเจอร์ให้ Command Prompt, Windows Update สามารถหยุดพักการอัพเดตได้

No Description

No Description

 

No Description

ไมโครซอฟท์ประกาศโอเพนซอร์ส Windows Calculator

เมื่อเดือนมีนาคม ไมโครซอฟท์ประกาศโอเพนซอร์ส Windows Calculator เปิดให้คนนอกเข้ามาช่วยพัฒนา และได้ฟีเจอร์ใหม่ๆ อย่างการวาดกราฟ

การเปิดซอร์สครั้งนี้ทำให้นักพัฒนารายอื่นสามารถนำ Windows Calculator ไปต่อยอดได้ทันที และมีบริษัท Uno Platform ซึ่งทำธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องมือพัฒนาสาย .NET (แนวเดียวกับ Xamarin) สามารถพอร์ตโค้ดของ Calculator (ในชื่อใหม่คือ Uno Calculator) ไปรันบน Android, iOS รวมถึงเวอร์ชันเว็บด้วย

หน้าตาของ Uno Calculator ยังเหมือนกับ Windows Calculator ทุกประการ แค่พอร์ตให้ทำงานบนแพลตฟอร์มอื่นได้ และเปลี่ยนชื่อโปรแกรม-ชื่อแพ็กเกจให้ไม่ซ้ำกับของไมโครซอฟท์เท่านั้น ตัวโครงการเปิดซอร์สโค้ดอยู่บน GitHub

จุดที่น่าสนใจคือซอร์สโค้ดของ Windows Calculator ค่อนข้างเก่าแล้ว ตัวแกนกลางเป็น C++ ที่สืบทอดกันมานับสิบปี แม้ว่าตัวแพ็กเกจถูกจัดทำเป็น UWP แล้วก็ตาม สิ่งที่ทีม Uno ทำคือพอร์ตโค้ด C++ เป็น C# เพื่อรันบน Uno Platform แล้วแปลงเป็นแพ็กเกจบน iOS/Android อีกทีหนึ่ง ส่วนเวอร์ชันเว็บก็แปลงเป็น WebAssembly แทน รายละเอียดของการพอร์ต Windows Calculator สามารถอ่านได้จากบล็อกของ Uno ตามที่มา

Windows Terminal เวอร์ชันใหม่เปิดให้ดาวน์โหลดแล้ว

ไมโครซอฟท์เปิดตัว Windows Terminal เวอร์ชันใหม่ที่งาน Build 2019 ล่าสุดเปิดให้ดาวน์โหลดรุ่นพรีวิวมาทดสอบกันแล้ว

ของใหม่ใน Windows Terminal ได้แก่

  • เปิดหลายแท็บได้
  • รองรับระบบธีมแบบเดียวกับ VS Code, ใส่ภาพพื้นหลังได้
  • รองรับส่วนขยาย (extension)
  • รองรับ UTF-8 และ Emoji
  • เอนจินแสดงผลข้อความที่ใช้จีพียูช่วยเรนเดอร์
  • หมายเหตุ: Windows Terminal ในที่นี้เป็นตัวแอพที่จำลองหน้าจอเทอร์มินัล โดยสามารถเลือก shell ได้หลากหลายชนิด เช่น Command Prompt (คำสั่งแบบ DOS), PowerShell หรือลินุกซ์ผ่าน WSL ตัวโครงการเป็นโอเพนซอร์สบน GitHub

ใครสนใจสามารถเข้าไปที่ Microsoft Store ต้องใช้กับ Windows 10 v1903 ขึ้นไป

No Description

Windows Hello ไปใช้ล็อกอินเว็บไซต์หรือแอพต่างๆ ที่รองรับมาตรฐาน FIDO ได้แล้ว

ไมโครซอฟท์ประกาศว่าฟีเจอร์ Windows Hello ของ Windows 10 (นับตั้งแต่ v1903 หรือ May 2019 Update เป็นต้นไป) ผ่านการรับรองมาตรฐาน FIDO2 แล้ว นั่นแปลว่าเราสามารถนำ Windows Hello ไปใช้ล็อกอินเว็บไซต์หรือแอพต่างๆ ที่รองรับมาตรฐาน FIDO ได้แล้ว

การรับรองนี้ทำให้เราสามารถใช้ Firefox 66 ที่รองรับ WebAuthn บนวินโดวส์ สามารถนำข้อมูลตัวตนของเราจาก Windows Hello ไปล็อกอินกับเว็บไซต์ที่รองรับ FIDO (เช่น Microsoft Account) ส่วน Microsoft Edge ที่เป็น Chromium จะได้ฟีเจอร์นี้ตามมาในอนาคต

นั่นแปลว่ากระบวนการล็อกอินทั้งหมดจะไม่ต้องใช้รหัสผ่านเลย ใช้การยืนยันตัวตนด้วยไบโอเมทริก (ใบหน้า/ลายนิ้วมือ) หรือคีย์ที่เป็นฮาร์ดแวร์แทน

ที่มา – MicrosoftFIDO