Adobe ขยายการใช้งานแอปวาดภาพ Fresco ไปยัง Windows แล้ว

Adobe ได้เปิดตัวแอปวาดและระบายสีภาพ Fresco สำหรับ iPad ไปเมื่อต้นปี 2019 ที่ผ่านมา ล่าสุดทาง Adobe ได้ประกาศเปิดตัวแอป Fresco เวอร์ชัน Windows ภายในงานประชุม Adobe Max 2019 โดยมีค่าบริการ 9.99 เหรียญต่อเดือน (ประมาณ 300 บาทต่อเดือน) แต่สำหรับผู้ที่สมัครใช้บริการ Adobe Creative Cloud แล้วนั้น จะใช้งานได้ฟรี

Fresco เวอร์ชัน Windows จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถสร้างสรรค์งานศิลปะได้อย่างง่ายดาย (รูปแบบการใช้งานเหมือนกับบน iPad) โดยผู้ใช้สามารถบันทึกผลงานเป็นไฟล์ PSD สำหรับใช้ใน Photoshop ต่อไปได้อย่างสะดวกสบาย

Adobe Fresco

ทาง Adobe ได้กล่าวว่า Fresco เวอร์ชัน Windows จะใช้งานบนอุปกรณ์ที่รองรับปากกา Stylus ได้ เช่น Microsoft Surface Pro หรือ Wacom MobileStudio Pro เป็นต้น และจะขยายการรองสำหรับอุปกรณ์อื่น ๆ เพิ่มเติมต่อไป

Review – HP 15s โน้ตบุ๊ค Core i Gen 10 + RAM 4/8GB + SSD 256/512GB + Windows

Review – HP 15s โน้ตบุ๊ค Core i Gen 10 + RAM 4/8GB + SSD 256/512GB + Windows  HP พร้อมขายก่อนใคร ด้วยการนำเสนอโน้ตบุ๊ครุ่นใหม่ล่าสุด ที่มาพร้อมชิปประมวลผล Inel Core i Gen 10 อย่าง HP 15s โน้ตบุ๊คหน้าจอ 15.6″ ดีไซน์บางเบาออกแบบมาใหม่ ดูสวยงามไม่แพ้รุ่นพี่ตัว Pavilion และเน้นในเรื่องของความคุ้มค่า ราคาไม่แพง เป็นหลัก และที่สำคัญมาพร้อมกับน้ำหนักที่เบามากเพียง 1.69 กิโลกรัม และบางเพียง 17.9 มิลลิเมตรเท่านั้น เหมาะกับสายการทำงานหรือบันเทิงที่เน้นการพกพาไปนอกสถานที่ อาจจะใช้งานตามออฟฟิศหรือร้านกาแฟแบบชิคๆ คูลๆ ได้ความฟรูหราโดดเด่นไม่น้อยหน้าใครในราคาเบาๆ ด้วย

โดย HP 15s  ปี 2019 รุ่นนี้มีความโดดเด่นสุดๆ เพราะเป็นรุ่นแรกของ HP ที่ใช้ชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10 (Ice Lake) ที่ใช้สถาปัตยกรรมการผลิตที่ 10 นาโนเมตร ที่เล็กลงและดีขึ้นกว่ารุ่นก่อนๆ ซึ่งในตลาดตอนนี้มีให้เลือกทั้ง Core i3-1005G1 / Core i5-1035G1 พร้อมการ์ดจอออนชิปตัวใหม่ ที่สำคัญยังมีประสิทธิภาพโดยรวมที่ดีด้วย RAM 4GB / 8GB และ SSD ความจุ 256GB + Optane 16GB / SSD 512GB อีกด้วย สนนราคาเพียง 14,490 / 17,990 บาท ได้ Windows 10 พร้อมประกัน 2 ปี On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้าน

ในชื่อรุ่นเต็มๆ ของ HP 15s จะแบ่งออกเป็น 2 รุ่นคือ รุ่นที่ได้รับมารีวิวเป็น HP 15s-fq1012tu มาพร้อมสเปกชิปประมวลผลรุ่นล่าสุดระดับกลางอย่าง Intel Core i5-1035G1 (Ice Lake) ทำงานแบบ 4 Core / 8 Thread ความเร็ว 1.0 – 3.6GHz เทคโนโลยีการผลิตที่ 10 นาโนเมตร มีค่า TDP ที่ 15Wattโดยมีการ์ดจอบนชิปเป็น Intel UHD Graphics G1 ที่รองรับการใช้งานทั่วไปได้สบายๆ ส่วนใส่ฮาร์ดดิสก์ให้มาแบบ SSD M.2 NVMe ที่ 512GB พร้อม Ram ขนาด 8GB DDR4 ราคา 17,990 บาท

และอีกรุ่นคือ HP 15s-fq1001tu มาพร้อมสเปกชิปประมวลผลรุ่นเล็กอย่าง Intel Core i3-1005G1 (Ice Lake) ทำงานแบบ 2 Core / 4 Thread ความเร็ว 1.2 – 3.4GHz เทคโนโลยีการผลิตที่ 10 นาโนเมตร มีค่า TDP ที่ 15Watt โดยมีการ์ดจอบนชิปเป็น Intel UHD Graphics G1 ส่วนใส่ฮาร์ดดิสก์ให้มาแบบ SSD M.2 NVMe ที่ 256GB + Optane 16GB พร้อม Ram ขนาด 4GB DDR4 ในราคาที่ถูกกว่าที่ 14,490 บาท

ได้หน้าจอแสดงผลขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD หรือ 1920×1080 พิกเซล แบบด้าน พาเนล TN คุณภาพดี ความคมชัดสูง มีกล้องเว็บแคมและมีไมค์ดิจิตอลในตัว ทางด้านพอร์ตที่ติดตั้งมีมาให้จะใช้ถือว่าครบครันเลยทีเดียวไม่ว่าจะเป็น USB 3.1 Type-A จำนวน 2 ช่อง, USB 3.1 Type-C จำนวน 1 ช่อง, SD Card Reader, HDMI สำหรับต่อหน้าจอเสริม, LAN และรูหูฟังกับไมค์แบบคอมโบ ซึ่งแน่นอนว่ารองรับการเชื่อมต่อไร้สายด้วย Wi-Fi 802.11a/b/g/n/ac (2×2) กับ Bluetooth 4.2 และมีน้ำหนักอยู่ที่ 1.69 กิโลกรัม พร้อมการรับประกัน 2 ปีแบบ On-site Service ตามมาตรฐานของ HP ที่ทุกคนไว้ใจได้

  • i3-1005G1 / UHD G1/ RAM 4GB / SSD 256GB + Optane 16GB/ Windows 10 ราคา 14,490 บาท
  • i5-1035G1 / UHD G1/ RAM 8GB / SSD 512GB / Windows 10 ราคา 17,990 บาท

Microsoft ปล่อยตัวอัปเดต Windows เวอร์ชั่นล่าสุด อุดสองช่องโหว่อันตราย

Microsoft ปล่อยตัวอัปเดต Windows เวอร์ชั่นล่าสุด อุดสองช่องโหว่อันตราย CVE-2019-1181 และ CVE-2019-1182 ในส่วนของการรีโมทคอมฯ Remote Desktop Service (RDS) ที่มัลแวร์หนอนร้าย (Worm) อาจใช้เจาะเข้าระบบ Windows เพื่อเข้าควบคุมคอมพิวเตอร์ของเหยื่อและกระจายตัวสู่เครื่องอื่นๆ ที่อยู่ในระบบ Network แบบไม่รู้ตัว เหมือนกับที่ WannaCry ใช้โจมตีในช่วงปี 2017

CVE-2019-1181 และ CVE-2019-1182 มีความคล้ายกับช่องโหว่ Bluekeep ที่เจอเมื่อช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และทาง Microsoft ได้แนะนำให้ผู้ใช้อัปเดตระบบเพื่อป้องกันการใช้ช่องโหว่เหล่านี้ แต่ถ้าไม่อัพเดตก็มีวิธีลดความเสี่ยด้วยการเปิดการใช้งาน Network Level Authentication (NLA) ที่ใช้กำหนดให้การรองรับความถูกต้องของผู้ใช้ในการเชื่อมต่อเดสก์ท็อประยะไกล

อย่างไรก็ตาม Microsoft ก็แนะนำให้ผู้ใช้รีบอัปเดต Windows ให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุด เพื่อป้องกันคอมฯ และระบบเน็ตเวิร์คจากการโจมตีจากมัลแวร์ประเภทหนอน (Worm) และการเข้าล็อคเครื่องแบบที่ Ransomware ใช้

Image result for Microsoft เตือนอัปเดต Windows

Microsoft Defender มีผู้ใช้งานเกินครึ่งของผู้ใช้งาน Windows

ดูเหมือนว่าเราจะพ้นยุคที่ผู้ใช้งานต้องซื้อโปรแกรมสำหรับป้องกันไวรัสจากผู้ผลิตรายอื่นแล้ว หลังจาก Microsoft เปิดตัว Microsoft Defender (จะเปลี่ยนชื่อจาก Windows Defender ในอนาคต) ก็ทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องซื้อโปรแกรมสำหรับป้องกันไวรัสรายอื่นเพิ่มเติมแล้ว

Tanmay Ganacharya ผู้จัดการทั่วไปของการวิจัยความปลอดภัยของ Microsoft ATP เผยว่า Microsoft Defender มีผู้ใช้งานเกินครึ่งของผู้ใช้งาน Windows ทั้งหมดที่เปิดใช้งาน Active mode แล้ว ซึ่งปัจจุบันมีอุปกรณ์ที่ใช้งาน Windows สูงถึงหลักพันล้านเครื่อง  และในช่วงเวลาที่ผ่านมามีการเติบโตที่ไวมาก

แต่เนื่องจาก Microsoft Defender มีจำนวนผู้ใช้งานที่มากขึ้น นั่นหมายความว่า Microsoft Defender ก็จะตกเป็นเป้าหมายของแฮกเกอร์มากขึ้นด้วยเช่นกัน

ลือWindows จะทำการ Rebrand Windows Defender ใหม่

เป็นที่น่าสนใจพอสมควรกับการที่ Microsoft เน้นไปที่บริการข้ามแพลตฟอร์มมากขึ้น โดย gHacks ได้รายงานมาว่า Windows Defender และบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องจะถูก rebrand เป็น Microsoft Defender เมื่อ Windows 10 20H1 ปล่อยให้อัพเดตต้นปีหน้า

Image result for Rebrand Windows Defender

ซึ่งดูเหมือนจะเป็นการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยที่ไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้งาน Windows Defender นอกจากนี้ยังมีคำถามอีกด้วยว่าจะมีการอัพเดตไปยัง Windows 7 ด้วยไหม แต่ดูเหมือนจะไม่ได้เป็นแบบนั้น (อย่างน้อยก็ยังงงน้อยกว่าการที่ Toshiba ทำการเปลี่ยนชื่อหน่วยความจำเป็น Kioxia)

จากข่าวลือแล้วความจริง Microsoft เพียงแค่ต้องการเปลี่ยนชื่อ Windows Defender เฉยๆ ดังนั้นทำให้มันไม่ได้เกี่ยวข้องกับ Windows เพียงอย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว  ซึ่งทาง gHacks ได้ตั้งข้อสังเกตุว่า Windows Defender ATP (Advanced Threat Protection) ได้ทำการขยายไปสู่ Android, iOS, macOS และ Linux ตั้งแต่ปี 2017 ก่อนที่จะเปลี่ยนชื่อไปเป็น Microsoft Defender ATP ซึ่งนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Microsoft ปฏิเสธการใใช้ชื่อ Windows กับบริการข้ามแพลตฟอร์ม

การกระทำนี้ดูเหมือนจะสมเหตุสมผลกับกลยุทธ์ใหม่ของ Microsoft ในการให้บริการบนแพลตฟอร์มอื่น ซึ่งน่าจะเป็นผลมาจากการที่ Microsoft Word for Android มียอด Download มากกว่า 1 พันล้านครั้งบน Google Play หมายความว่า Microsoft Word for Android มีความนิยมมากกว่าระบบปฏิบัติการของ Microsoft ที่มีการติดตั้งอยู่ 850ล้านเครื่อง

การมุ่งเน้นที่แบรนด์ของตัวเองมากขึ้นจะช่วยให้ Microsoft สามารถขยายบริการไปยังแพลตฟอร์มอื่น ๆ ได้ง่ายขึ้น มันยากที่จะพบเห็นการติดตั้ง indows Defender ลงบน MacOS และ Linux โดยไม่ลังเล โดย Microsoft Defender อาจจะขายออกได้ง่ายกว่าถึงแม้ว่าทาง Microsoft จะกำลังพัฒนาแอพพลิเคชั่นที่สามารถป้องกันสิ่งไม่พึงประสงค์ได้ดีขึ้นกว่าเดิม

Microsoft เตรียมลบบัญชี Xbox และ Windows ที่ไม่ได้ใช้งานเกิน 2 ปี

Microsoft หรือ Xbox ที่เคยทำเอาไว้แล้วไม่ได้ใช้งานจะคงอยู่ตลอดไปนั้น ต้องคิดใหม่เสียแล้ว เพราะดูเหมือนว่าทาง Microsoft เริ่มที่จะมีการเก็บกวาดและลบบัญชีที่ไม่ได้ใช้งานเกินสองปีเหล่านี้ในเดือนสิงหาคมนี้แล้ว

Image result for Microsoft เตรียมลบบัญชี Xbox และ Windows

โดยทาง Microsoft ได้ประกาศแจ้งเรื่องดังกล่าวเอาไว้ในเว็บไซต์ของตนว่าบัญชี Windows หรือ Xbox ที่ไม่มีการใช้งานเกินสองปีขึ้นไปจะถูกลบออกจากระบบ โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 30 สิงหาคมนี้

ซึ่งก็มีกรณียกเว้นอยู่ ถ้าหากบัญชีดังกล่าวนั้นมีการใช้บริการสมัครสมาชิกต่าง ๆ เอาไว้ หรือมีการเติมเงินทิ้งเอาไว้ในบัญชี หรือถ้าหากมีการใช้จ่ายเงินจริงในบัญชีจริง ๆ ก็จะปลอดภัยจากการถูกลบอย่างแน่นอน

โดยก่อนหน้านี้ทาง Microsoft เคยมีข้อกำหนดไว้ในปี 2016 ว่าบัญชีที่ไม่ได้ใช้งานเกินห้าปีนั้นจะถูกลบทิ้งไปแต่ก็มีการเปลี่ยนแปลงตามข่าว ใครที่ยังมีการใช้งานบัญชี Xbox หรือ Microsoft อยู่ก็ไม่ต้องกังวล ซึ่งก็รวมไปถึงเจ้าของบัญชีที่มีระบบปฏิบัติการ Windows ผูกอยู่ด้วยเช่นกันครับ

Microsoft ทดลองเปลี่ยนปุ่ม Windows ให้เป็นปุ่ม Office แทน

Microsoft จะทำการทดสอบปุ่มใหม่ที่จะเอามาแทนปุ่ม windows เพราะเห็นว่าเป็นปุ่มที่มักถูกมองข้าม โดยจะเปลี่ยนให้เป็นปุ่ม Office แทน โดย WalkingCat ผู้ที่มักมีข่าวหลุดของ Microsoft มาบอกต่อเป็นประจำนั้นได้บอกว่าเขาไปพบลิ้งบนเว็บ office.com ของ Microsoft เป็นแบบฟอร์มให้สมัครเพื่อทดสอบปุ่มใหม่นี้ โดยผู้ที่สมัครจะได้ปุ่มใหม่นี้ไปเปลี่ยน และใบแบบฟอร์มยังถามด้วยว่าอยากจะให้เพิ่ม Shortcut อย่างอื่นอีกไหม

Microsoft ปัจจุบันดูเหมือนจะพยายามรวมซอร์ฟแวร์กับฮาร์ดแวร์เข้าด้วยกัน เพราะการมี Office เข้ามามีส่วนร่วมในการใช้งาน โดยค่าของปุ่มนี้จะขึ้นอยู่กับการตั้งค่าและการใช้งานโปรแกรม Office ต่างๆ  ซึ่งในปัจจุบันจะมีอยู่บนแป้มพิมพ์ทุกอันและอาจจะถูกใช้งานเป็นปุ่มฟังก์ชั่นของผู้ผลิตอีกด้วย

หาก Microsoft ต้องการจะเปลี่ยนปุ่มจริงคาดว่าจะต้องทำการเปิดตัวคีย์บอร์ดของ Microsoft เองหรือ Surface และ Surface laptop มันไม่แน่ชัดว่าการปรับเปลี่ยนนี้จะสร้างความแตกต่างให้กับผู้ใช้ได้หรือไม่ แม้ว่ามันจะเป็รการพยายามอย่างหนักสำหรับแป้มพิมพ์ที่ใช้กับ Office Suite

และเมื่อถามความเห็นกับโฆษกของ Microsoft แล้ว ก็ได้คำตอบกลับมาว่า จะไม่ออกความเห็นใดๆ ในเรื่องนี้ คาดว่านี่อาจเป็นการทดลองดูว่าจะประสบผลสำเร็จหรือไม่ก่อน หากสำเร็จอาจมีการมาประกาศอย่างจริงจังแน่นอน

ที่มา: tomshardware

Windows 10 Insider Preview Build 18917 รุ่นทดสอบของ Windows 10 20H1 จะออกในปีหน้า

ไมโครซอฟท์ออก Windows 10 Insider Preview Build 18917 ซึ่งเป็นรุ่นทดสอบของ Windows 10 20H1 ที่จะออกในปีหน้า

ของใหม่ที่สำคัญคือ Windows Subsystem for Linux 2 ที่ประกาศตอนงาน Build 2019 ถูกผนวกเข้ามาใน Insider แล้ว

จุดเด่นของ WSL2 เหนือ WSL1 คือมันใช้เคอร์เนลลินุกซ์ตัวเต็ม แล้วรันอยู่ใน VM ขนาดเบา (lightweight) ที่ทำงานได้เร็วและกินทรัพยากรน้อย ผลคือมันเข้ากันได้กับลินุกซ์เต็มรูปแบบ (รัน Docker ได้, ใช้ระบบไฟล์เสมือนได้) และมีประสิทธิภาพดีขึ้นกว่ารุ่นแรกถึง 20 เท่า

ของใหม่อีกอย่างในรุ่นนี้คือ Settings เพิ่มตัวเลือกจำกัดแบนด์วิดท์การดาวน์โหลดไฟล์อัพเดต (Delivery Optimization) จากเดิมที่ระบุได้เป็นเปอร์เซนต์ของความเร็วเน็ตอย่างเดียว ตอนนี้สามารถใส่เป็นจำนวน Mbps ได้แล้ว

ที่มา: Microsoft

Windows Core OS? “ระบบปฏิบัติการยุคใหม่”

ที่ผ่านมามีข่าวของ Windows Core OS ระบบปฏิบัติการตัวแกนหลักของไมโครซอฟท์ ซึ่งเป็นการนำแกนของ Windows 10 ไปรันบนอุปกรณ์หลายๆ ประเภท (รวมถึง Surface Phone หรืออุปกรณ์พกพาชนิดใหม่ที่ลือกันมานาน)

ไมโครซอฟท์ไม่เคยพูดถึงชื่อ Windows Core OS ออกมาตรงๆ แต่ประกาศของไมโครซอฟท์ในงาน Computex 2019 ก็ได้เอ่ยถึง “ระบบปฏิบัติการยุคใหม่” (ใช้คำว่า modern OS) ที่ต้องมีคุณสมบัติดังนี้

  • seamless update อัพเดตระบบปฏิบัติการเบื้องหลังโดยผู้ใช้ไม่ต้องรู้ตัว และไม่ขัดจังหวะการทำงานของผู้ใช้
  • secure by default ปลอดภัย แยกส่วนของระบบปฏิบัติการออกจากแอพพลิเคชัน หากถูกโจมตีก็ไม่กระทบ
  • always connected ต่อเชื่อมอินเทอร์เน็ตตลอดเวลาผ่าน Wi-Fi, LTE, 5G
  • sustained performance หยิบมาใช้ต้องพร้อมใช้งานทันที และแบตเตอรี่ใช้ได้นานจนไม่ต้องพะวง
  • cloud connected เชื่อมโยงพลังประมวลผลจากคลาวด์
  • AI คาดเดาล่วงหน้าว่าผู้ใช้จะต้องทำอะไรในอนาคต
  • multi-sense รองรับอินพุตหลากหลาย ปากกา เสียง สัมผัส นัยน์ตา คีย์บอร์ด เมาส์
  • form factor agility ใช้งานกับอุปกรณ์ได้หลากหลายประเภท

ไมโครซอฟท์บอกว่านี่คือวิสัยทัศน์ที่ต้องการไปให้ถึง โดยจะลงทุนพัฒนาคุณสมบัติเหล่านี้อย่างต่อเนื่องให้บรรลุเป้าหมาย

Windows Hello ไปใช้ล็อกอินเว็บไซต์หรือแอพต่างๆ ที่รองรับมาตรฐาน FIDO ได้แล้ว

ไมโครซอฟท์ประกาศว่าฟีเจอร์ Windows Hello ของ Windows 10 (นับตั้งแต่ v1903 หรือ May 2019 Update เป็นต้นไป) ผ่านการรับรองมาตรฐาน FIDO2 แล้ว นั่นแปลว่าเราสามารถนำ Windows Hello ไปใช้ล็อกอินเว็บไซต์หรือแอพต่างๆ ที่รองรับมาตรฐาน FIDO ได้แล้ว

การรับรองนี้ทำให้เราสามารถใช้ Firefox 66 ที่รองรับ WebAuthn บนวินโดวส์ สามารถนำข้อมูลตัวตนของเราจาก Windows Hello ไปล็อกอินกับเว็บไซต์ที่รองรับ FIDO (เช่น Microsoft Account) ส่วน Microsoft Edge ที่เป็น Chromium จะได้ฟีเจอร์นี้ตามมาในอนาคต

นั่นแปลว่ากระบวนการล็อกอินทั้งหมดจะไม่ต้องใช้รหัสผ่านเลย ใช้การยืนยันตัวตนด้วยไบโอเมทริก (ใบหน้า/ลายนิ้วมือ) หรือคีย์ที่เป็นฮาร์ดแวร์แทน

ที่มา – MicrosoftFIDO