Microsoft ทดลองเปลี่ยนปุ่ม Windows ให้เป็นปุ่ม Office แทน

Microsoft จะทำการทดสอบปุ่มใหม่ที่จะเอามาแทนปุ่ม windows เพราะเห็นว่าเป็นปุ่มที่มักถูกมองข้าม โดยจะเปลี่ยนให้เป็นปุ่ม Office แทน โดย WalkingCat ผู้ที่มักมีข่าวหลุดของ Microsoft มาบอกต่อเป็นประจำนั้นได้บอกว่าเขาไปพบลิ้งบนเว็บ office.com ของ Microsoft เป็นแบบฟอร์มให้สมัครเพื่อทดสอบปุ่มใหม่นี้ โดยผู้ที่สมัครจะได้ปุ่มใหม่นี้ไปเปลี่ยน และใบแบบฟอร์มยังถามด้วยว่าอยากจะให้เพิ่ม Shortcut อย่างอื่นอีกไหม

Microsoft ปัจจุบันดูเหมือนจะพยายามรวมซอร์ฟแวร์กับฮาร์ดแวร์เข้าด้วยกัน เพราะการมี Office เข้ามามีส่วนร่วมในการใช้งาน โดยค่าของปุ่มนี้จะขึ้นอยู่กับการตั้งค่าและการใช้งานโปรแกรม Office ต่างๆ  ซึ่งในปัจจุบันจะมีอยู่บนแป้มพิมพ์ทุกอันและอาจจะถูกใช้งานเป็นปุ่มฟังก์ชั่นของผู้ผลิตอีกด้วย

หาก Microsoft ต้องการจะเปลี่ยนปุ่มจริงคาดว่าจะต้องทำการเปิดตัวคีย์บอร์ดของ Microsoft เองหรือ Surface และ Surface laptop มันไม่แน่ชัดว่าการปรับเปลี่ยนนี้จะสร้างความแตกต่างให้กับผู้ใช้ได้หรือไม่ แม้ว่ามันจะเป็รการพยายามอย่างหนักสำหรับแป้มพิมพ์ที่ใช้กับ Office Suite

และเมื่อถามความเห็นกับโฆษกของ Microsoft แล้ว ก็ได้คำตอบกลับมาว่า จะไม่ออกความเห็นใดๆ ในเรื่องนี้ คาดว่านี่อาจเป็นการทดลองดูว่าจะประสบผลสำเร็จหรือไม่ก่อน หากสำเร็จอาจมีการมาประกาศอย่างจริงจังแน่นอน

ที่มา: tomshardware

Windows 10 Insider Preview Build 18917 รุ่นทดสอบของ Windows 10 20H1 จะออกในปีหน้า

ไมโครซอฟท์ออก Windows 10 Insider Preview Build 18917 ซึ่งเป็นรุ่นทดสอบของ Windows 10 20H1 ที่จะออกในปีหน้า

ของใหม่ที่สำคัญคือ Windows Subsystem for Linux 2 ที่ประกาศตอนงาน Build 2019 ถูกผนวกเข้ามาใน Insider แล้ว

จุดเด่นของ WSL2 เหนือ WSL1 คือมันใช้เคอร์เนลลินุกซ์ตัวเต็ม แล้วรันอยู่ใน VM ขนาดเบา (lightweight) ที่ทำงานได้เร็วและกินทรัพยากรน้อย ผลคือมันเข้ากันได้กับลินุกซ์เต็มรูปแบบ (รัน Docker ได้, ใช้ระบบไฟล์เสมือนได้) และมีประสิทธิภาพดีขึ้นกว่ารุ่นแรกถึง 20 เท่า

ของใหม่อีกอย่างในรุ่นนี้คือ Settings เพิ่มตัวเลือกจำกัดแบนด์วิดท์การดาวน์โหลดไฟล์อัพเดต (Delivery Optimization) จากเดิมที่ระบุได้เป็นเปอร์เซนต์ของความเร็วเน็ตอย่างเดียว ตอนนี้สามารถใส่เป็นจำนวน Mbps ได้แล้ว

ที่มา: Microsoft

Windows Core OS? “ระบบปฏิบัติการยุคใหม่”

ที่ผ่านมามีข่าวของ Windows Core OS ระบบปฏิบัติการตัวแกนหลักของไมโครซอฟท์ ซึ่งเป็นการนำแกนของ Windows 10 ไปรันบนอุปกรณ์หลายๆ ประเภท (รวมถึง Surface Phone หรืออุปกรณ์พกพาชนิดใหม่ที่ลือกันมานาน)

ไมโครซอฟท์ไม่เคยพูดถึงชื่อ Windows Core OS ออกมาตรงๆ แต่ประกาศของไมโครซอฟท์ในงาน Computex 2019 ก็ได้เอ่ยถึง “ระบบปฏิบัติการยุคใหม่” (ใช้คำว่า modern OS) ที่ต้องมีคุณสมบัติดังนี้

  • seamless update อัพเดตระบบปฏิบัติการเบื้องหลังโดยผู้ใช้ไม่ต้องรู้ตัว และไม่ขัดจังหวะการทำงานของผู้ใช้
  • secure by default ปลอดภัย แยกส่วนของระบบปฏิบัติการออกจากแอพพลิเคชัน หากถูกโจมตีก็ไม่กระทบ
  • always connected ต่อเชื่อมอินเทอร์เน็ตตลอดเวลาผ่าน Wi-Fi, LTE, 5G
  • sustained performance หยิบมาใช้ต้องพร้อมใช้งานทันที และแบตเตอรี่ใช้ได้นานจนไม่ต้องพะวง
  • cloud connected เชื่อมโยงพลังประมวลผลจากคลาวด์
  • AI คาดเดาล่วงหน้าว่าผู้ใช้จะต้องทำอะไรในอนาคต
  • multi-sense รองรับอินพุตหลากหลาย ปากกา เสียง สัมผัส นัยน์ตา คีย์บอร์ด เมาส์
  • form factor agility ใช้งานกับอุปกรณ์ได้หลากหลายประเภท

ไมโครซอฟท์บอกว่านี่คือวิสัยทัศน์ที่ต้องการไปให้ถึง โดยจะลงทุนพัฒนาคุณสมบัติเหล่านี้อย่างต่อเนื่องให้บรรลุเป้าหมาย

Windows Hello ไปใช้ล็อกอินเว็บไซต์หรือแอพต่างๆ ที่รองรับมาตรฐาน FIDO ได้แล้ว

ไมโครซอฟท์ประกาศว่าฟีเจอร์ Windows Hello ของ Windows 10 (นับตั้งแต่ v1903 หรือ May 2019 Update เป็นต้นไป) ผ่านการรับรองมาตรฐาน FIDO2 แล้ว นั่นแปลว่าเราสามารถนำ Windows Hello ไปใช้ล็อกอินเว็บไซต์หรือแอพต่างๆ ที่รองรับมาตรฐาน FIDO ได้แล้ว

การรับรองนี้ทำให้เราสามารถใช้ Firefox 66 ที่รองรับ WebAuthn บนวินโดวส์ สามารถนำข้อมูลตัวตนของเราจาก Windows Hello ไปล็อกอินกับเว็บไซต์ที่รองรับ FIDO (เช่น Microsoft Account) ส่วน Microsoft Edge ที่เป็น Chromium จะได้ฟีเจอร์นี้ตามมาในอนาคต

นั่นแปลว่ากระบวนการล็อกอินทั้งหมดจะไม่ต้องใช้รหัสผ่านเลย ใช้การยืนยันตัวตนด้วยไบโอเมทริก (ใบหน้า/ลายนิ้วมือ) หรือคีย์ที่เป็นฮาร์ดแวร์แทน

ที่มา – MicrosoftFIDO

ไมโครซอฟท์อัพเดต Windows Terminal และ Subsystem for Linux 2

Windows Terminal เวอร์ชั่นใหม่อัพเดตใหญ่คือการรองรับการปรับธีมสีแบบเดียวกับ VS Code, รองรับส่วนขยาย (ยังไม่มีข้อมูลว่าส่วนขยายทำอะไรได้บ้าง), และยังมีแท็บทำให้เปิดหลาย terminal ได้ในวินโดวส์เดียว สำหรับฟีเจอร์ย่อย เช่น รองรับ unicode ภาษาแถบเอเชียตะวันออก, รองรับอีโมจิ, รองรับการรวมตัวอักษร (ligatures) ตอนนี้เป็นเวอร์ชั่นพรีวิวให้เลือกใช้

Windows Subsystem for Linux 2 (WSL 2) อัพเดตเคอร์เนลเป็นเวอร์ชั่น 4.19 ทำให้กระบวนการบูตเร็วขึ้น, การใช้หน่วยความจำมีประสิทธิภาพสูงขึ้น, I/O ประสิทธิภาพดีขึ้น แต่ที่สำคัญคือรองรับการรัน Docker ได้ในตัวแล้ว

คาดว่าทั้ง Windows Terminal และ WSL 2 จะเปิดให้ใช้งานภายในเดือนกรกฎาคมนี้

วิธีทำ Windows 10 ให้เหมือนใหม่

เรื่องปกติของผู้ใช้ Windows

การใช้งานคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็น Windows หรือ macOS ก็จะพบปัญหาอย่างหนึ่ง นั่นคือ คอมพิวเตอร์ทำงานช้าลงไปมาก ซึ่งปัญหาเกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโปรแกรมที่มีการติดตั้งเพิ่มเติม เรื่องของพื้นที่ที่น้อยเกินไป หรือแม้กระทั่งเรื่องของไวรัส สปายแวร์ ก็ทำให้คอมฯ ทำงานช้าลงได้

วิธีทำ Windows 10 ให้เหมือนใหม่

แก้ปัญหา Windows ทำงานช้าลง

วิธีแก้ไขปัญหาของ Windows ที่ทำงานช้า ก็คงต้องตรวจสอบโดยละเอียดว่า มาจากสาเหตุใด ซึ่งต้องใช้ผู้ชำนาญการในระดับหนึ่ง ถึงจะแก้ปัญหาได้ตรงจุด แต่ถ้าจะให้ดี เราสามารถแก้ไขได้โดยการ ลง Windows ใหม่ ซึ่งต้องใช้ผู้ที่ชำนาญเช่นเดียวกัน แต่มีอีกหนึ่งวิธีที่สามารถแก้ไขปัญหาได้ง่าย นั่นคือ การ reset Windows

Reset Windows คืออะไร

การ Reset Windows คือการลบโปรแกรมต่างๆ ที่มีการติดตั้งเข้ามาใหม่ รวมถึงการลบไฟล์ข้อมูลที่เพิ่มเติมเข้ามา (สามารถเลือกจะลบหรือไม่ก็ได้) ซึ่งผลก็คือ ทำให้คอมพิวเตอร์ของเรา เหมือนใหม่ เหมือนตอนที่เพิ่งเปิดเครื่องคอมฯ และติดตั้ง Windows ใหม่ๆ  ใครสนใจกวิธีนี้ก็ลองดูรายละเอียดวิธีการทำ reset Windows ได้เลยครับ

วิธี Reset Windows

  1. เปิดคอมพิวเตอร์ เข้า Windows ปกติ
  2. คลิกเมนู Start
  3. เลือกคำสั่ง Setting (รูปฟันเฟือง)
  4. เลือกหัวข้อ Update & Security
  5. เลือกเมนู Recovery
  6. เลือกหัวข้อ Reset this PC โดยการคลิกปุ่ม Get started
  7. จากนั้น จะพบหน้าต่างและมีทางเลือก 2 ข้อคือ
    1. Keep my files (เก็บไฟล์งาน เก่าๆ ไว้)
    2. Remove everything (ลบทุกอย่าง ยกเว้น Windows)
  8. เลือกทางเลือกข้างต้นที่ต้องการ แต่ถ้าคุณยังไม่ได้มีการสำรองข้อมูล แนะนำเลือกข้อแรก
  9. จากนั้น จะพบหน้าต่างอีกหน้าต่าง โดยมีการเลือก 2 ข้ออีก คือ
    1. Just remove my files
    2. Remove files and clean the drive
  10. หลังจากเลือกได้แล้ว จะพบหน้าต่างให้ ยืนยัน Reset อีกครั้ง
  11. จากนั้นก็ลองจนกระทั่ง Windows ทำการ reset จนเสร็จ

จาการทดสอบจริง พบว่า ใช้เวลานานพอสมควร ประมาณหนึ่งชั่วโมง แต่ทั้งนี้ ก็ขึ้นกับขนาดดิสก์ของคอมพิวเตอร์ และข้อมูลที่มีในเครื่องทั้งหมด แต่ผลลัพธ์ที่ได้ ค่อนข้างคุ้มค่ามาก เพราะเหมือนได้คอมฯ ใหม่ แต่ก็เสียเวลาติตดั้งโปรแกรมใหม่ ซึ่งก็ถือว่าคุ้มค่า เพราะไม่ต้องเสียเงินให้กับช่าง อย่างน้อยก็สัก 300-500 บาท